ต่างประเทศ Share0 Tweet

หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

Shambhala TS
หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

หนุ่มมะกันออกโรงเตือนเจ้าของ AirPod ให้ระมัดระวังในการใช้งานให้ดี หลังเขาประสบเหตุทำหูฟังของตัวเองหาย ก่อนพบว่ามันไปติดอยู่ในหลอดอาหารของตัวเองอย่างน่าฉงน

หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา แบรด กอเธียร์ ชายหนุ่มวัย 38 ปี ได้โพสต์ประสบการณ์ที่ทำเอาฮาไม่ออกของเขาลงโซเชียลมิเดีย โดยเล่าว่าเขาได้ตื่นขึ้นมาจากเตียงที่บ้านของตัวเอง ในวอร์เซสเตอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา และพบว่าหูฟัง AirPod ของเขาหายไปข้างหนึ่งหลังใส่มันทั้งคืนจนเผลอหลับไป และเมื่อหาอยู่พักใหญ่แต่ไม่เจอเขาจึงปล่อยเลยตามเลย เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องใหญ่อะไร

หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

แบรดใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติ แม้ว่าจะรู้สึกปวดแปลบๆที่ช่องอกของตัวเองก็ตาม แต่เมื่อเขาพยายามจะดื่มน้ำตามปกติ ในลำคอของเขาเกิดรู้สึกระคายเคืองจนสำลักน้ำออกมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ กระทั่งเขาวานให้ภรรยาและลูกช่วยกันหาหูฟังข้างที่หล่นหายไปและลูกของเขาพูดติดตลกขึ้นมาว่า "ไม่ใช่ว่าพ่อกเผลอกลืนเข้าไปแล้วนะ"

หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

จากคำพูดของลูกน้อย บวกกับอาการเจ็บแปลบที่ช่องอก และอาการสำลักน้ำดื่ม ทำให้แบรดตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอเช็คให้แน่ใจว่ามันจะใช่อย่างที่เขาคิดหรือไม่ และสิ่งที่เขาคิดไว้ก็เป็นจริง เพราะจากภาพเอ็กซเรย์จะพอเห็นลางๆว่าหูฟัง AirPod ของเขามันไปติดอยู่บริเวณหลอดอาหาร จึงต้องใช้วิธีส่องกล้องคีบออกมา 

หนุ่มควานหา หูฟัง AirPod แทบพลิกแผ่นดิน สุดท้ายไปอยู่ในหลอดอาหารตัวเอง

แต่แพทย์ก็ได้เตือนว่าวิธีนี้ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ตัวหูฟังเคลื่อนจากจุดเดิมและลงไปยังกระเพาะอาหารหรือทางเดินปอดได้ แต่ก็โชคดีที่มันไม่เป็นเช่นนั้น การส่องกล้องนำหูฟังออกจากหลอดอาหารผ่านไปได้อย่างราบรื่น แบรดจึงอยากเตือนทุกคนที่ใช้หูฟัง AirPod นี้ว่าต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม เป็นไปได้อย่างสวมใส่ตอนนอนจะดีที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจเจอแบบเดียวกันกับที่เขาเจอก็เป็นได้...

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: OddityCentralindianexpress



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook