การเมือง Share0 Tweet

ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 

Nabi
ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 

ศิริกัญญา ซัด คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่กำลังรอวันระเบิด เงินกู้ชดเชยงบประมาณขาดดุลห้ามเกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมดรวมกับ 80% ของการคืนเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนหนี้

ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 

ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย พรรคก้าวไกล วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยผ่านรายการก้าวหน้า Talk ตอน ถอดสลักระเบิดเวลา โดยระบุว่า สถานการณ์ทางการคลังของรัฐบาลในปีนี้เรียกได้ว่าหืดจับแน่นอน เพราะรัฐจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเกือบ 4 แสนล้านบาท จากปกติที่คาดว่าจะเก็บได้ประมาณ 2.75 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะเก็บได้ตามเป้าก็ยังต้องกู้เงินมาชดเชยการที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้อยู่ดี ซึ่งปีหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การจะกู้ได้หรือกู้ไม่ได้จะติดที่ “เพดานหนี้ที่มีการกำหนดไว้ในกฎหมาย” สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ‘เพดานอ่อน’ และ ‘เพดานแข็ง’ โดยในส่วนของเพดานอ่อนหรือกรอบอ่อนคือ กรอบวินัยการเงินการคลังที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธานคณะกรรมการอยู่ สามารถแก้ไขกรอบเพดานตรงนี้เองได้ในคณะกรรมการ ซึ่งกำหนดไว้ว่าหนี้สาธารณจะห้ามเกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP หากเมื่อใดก็ตามที่เกินตามที่กำหนดไว้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการสามารถเรียกประชุมและปรับแก้ไขได้เลย เรื่องนี้เคยมีการแก้ไขมาแล้วหลายครั้งในรัฐบาลนี้ เช่น การแก้ไขสัดส่วนของงบกลาง และมีความเป็นไปได้ว่าในปีหน้าก็ต้องมีการแก้ไขกรอบงบประมาณในส่วนนี้อย่างแน่นอนโดยดูจากโอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล”

ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 
ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 

สำหรับในส่วนของเพดานแข็ง คือกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดไว้ว่า เงินกู้ชดเชยงบประมาณขาดดุลห้ามเกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมดรวมกับ 80% ของการคืนเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนหนี้ หากเลยเพดานตรงนี้ไปต้องมีการไปแก้ไขในตัว พ.ร.บ. ดังนั้น ทางเลือกที่จะเกิดขึ้น หากทางรัฐบาลเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าและต้องใช้จ่ายเงินเพิ่ม คือ

  • 1.ใช้วงเงินบริหารสภาพคล่องเงินคงคลังที่ให้ไว้ที่ 3% ของงบประมาณรายจ่ายตามกฎหมายซึ่งจะมีมูลค่าราว 90,000 ล้านบาท แต่กู้ได้ไม่เกิน 120 วัน เพื่อนำมาใช้แก้ขัดก่อนได้
  • 2. หากยังไม่พอใช้จ่ายต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน เหมือนที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์เคยทำมาแล้วคือการออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปี 2563 หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้าน แต่รอบนี้จะเป็นการออกเป็น พ.ร.ก.เสริมสภาพคล่อง และในอีกทางเลือกหนึ่งคือการไปแก้ไขใน พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ หากมีการแก้ไขก็ต้องนำมาเข้าสู่กระบวนการของทางรัฐสภา ซึ่งต้องมีการพิจารณาของทางสภาผู้แทนราษฎรอีกว่าจะมีการยอมให้แก้ไขหรือไม่

“เหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลของปี 2563 แต่ก็ยังพอเข้าใจได้เพราะเกิดโรคระบาดโควิด-19 กลางปีงบประมาณ เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะรับได้ ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งในปีงบประมาณปี 2564” ศิริกัญญากล่าว

จากตัวเลขการคาดการณ์ล่าสุดของสภาพัฒน์ ศิริกัญญา ระบุว่า เศรษฐกิจปี 2563 จะติดลบถึง -7.5% ซึ่งตัวเลขเดิมที่คาดการณ์คือ -5.5% ส่วนในปี 2564 ยังคาดการณ์ไว้ที่เติบโต 5% เท่าเดิม เหมือนเมื่อครั้งที่ทำประมาณการรายได้ที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณที่ทำขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 หรือเป็นช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ข้อมูลนี้กำลังบอกเราว่า มีแนวโน้มที่ขนาดเศรษฐกิจจะกลับมาเท่ากับปี 2562 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่มีแนวโน้มสูงว่า การจัดเก็บรายได้ปี 2564 จะต่ำกว่าเป้า และประมาณการเงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลก็จะสูงกว่า 623,000 ล้านบาท ส่วนเพดานการก่อหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 739,000 ล้านบาท เท่ากับว่าหากจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายเพียง 4% ก็จะกู้ทะลุเพดานทันที หมายความว่าอาจจะวนกลับไปเจอปัญหาเหมือนปี 2563 อีกครั้งหากเก็บภาษีหลุดเป้า นั่นคือ กู้ชนเพดานแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นกรณีปี 2564 รัฐบาลมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับเป้าหมายรายได้หลายครั้งแต่ก็ไม่ทำ ปล่อยให้เป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลไม่ยอมปรับเป้ารายได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ การปรับลดรายจ่าย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2564 ได้มีมติปรับลดวงเงินงบประมาณลงจากเดิม 3.3 ล้านล้านบาท เป็น 3.28 ล้านล้านบาทเศษ หรือก็คือปรับลดงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ลงได้เกือบ 32,000 ล้านบาท โดยนำไปเพิ่มให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ให้เป็นเงินชดเชยภาษีที่ดินที่หายไปกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่งบรรจุแต่ไม่ได้ตั้งงบไว้ เป็นงบก่อสร้างสถานที่นั่งพักสำหรับประชาชนให้กับศาลยุติธรรม และงบที่เหลือก็นำคืนให้กับประเทศต่อไป”

ศิริกัญญา ชี้ คลังถังแตก ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ที่รัฐไม่ยอมบอกประชาชน 

ศิริกัญญา ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เรายังมีปัญหาการเงินการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย ตาม พ.ร.บ.ขั้นตอนการกระจายอำนาจ กำหนดว่าต้องแบ่งงบให้ท้องถิ่นขั้นต่ำ 25 % และมีเป้าหมายอยู่ที่ 35 % แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ ส่วนกลางดันสอดไส้โดยการรวมงบฝากไว้ด้วย ทำเหมือนท้องถิ่นเป็นท่อผ่านงบประมาณ เช่น งบสำหรับจ่ายค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้คือเงินงบประมาณไม่พอจ่ายค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-คนพิการ ในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ เพราะสำนักงบประมาณไปขอตัดงบประมาณในส่วนนี้ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) เนื่องจากคิดว่าจะมีการเบิกจ่ายงบประมาณไม่ครบด้วยเหตุผลว่า ในระหว่างปีงบประมาณอาจมีผู้สูงอายุเสียชีวิตระหว่างปี สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ ทาง สถ.รู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด รวมทั้งในปีนี้ได้มีการเปลี่ยนระบบโดยให้เป็นการโอนตรงจากกรมบัญชีกลางไปเลยแทนที่จะผ่านที่ท้องถิ่น เหตุการณ์เช่นนี้มีวี่แววว่าจะเกิดขึ้นอีกในปีงบประมาณ 2564 แต่โชคดีที่ทางกรรมาธิการงบประมาณได้ไปเพิ่มเงินงบประมาณในส่วนนี้คืนให้แล้ว ในส่วนของเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยโรคเอดส์

“ในฝั่งของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนกลางบอกว่าในภาพรวมภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น 4 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้ไปดูว่าแต่ละ อปท.ได้เพิ่มขึ้นหรือได้ลดลง รวมทั้งยังมีกรณีที่เงินงบประมาณควรจะเข้าไปที่ท้องถิ่นแต่ส่วนกลางไปประกาศ พ.ร.ฎ.ลดภาษีที่ดินลง 90 % โดยข้อเท็จจริงปรากฎว่าส่วนกลางไม่เสียอะไรเลยแต่ได้ยังได้ความดีความชอบจากประชาชน ส่วนคนที่เสียรายได้ในการนำไปพัฒนาพื้นที่ก็คือท้องถิ่น มีการประมาณการกันว่ารวมทุก อปท.จะสูญเสียรายได้ทั้งหมด 34,500 ล้านบาท โดยที่ส่วนกลางก็ไม่ได้มีการตั้งหางบประมาณมาชดเชยให้ อปท.แต่อย่างใด อีกทั้งได้มีการประกาศว่าให้นำเงินสะสมที่ท้องถิ่นมีนำมาใช้ก่อน ข้อเท็จจริงก็คือการนำเงินสะสมมาใช้ก็มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และไม่นับว่าบางท้องถิ่นก็ไม่ได้มีเงินสะสมมากพออีกด้วย”

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและบางแห่งเกิดขึ้นแล้ว คือ อปท.บางแห่งมีแผนปรับลดเจ้าหน้าที่บุคลากรให้น้อยลงเพราะมีงบประมาณไม่พอจ้างได้และปรับลดงบพัฒนาท้องถิ่นลง จึงอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ และลดศักยภาพของท้องถิ่นซึ่งก็จะส่งผลกลับยังประชาชน "ต้องไม่ลืมว่าท้องถิ่นคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิดต่อประชาชนมากที่สุด วิธีที่จะแก้ไขปัญหางบประมาณของท้องถิ่นในระยะสั้นคือต้องจัดงบกลางบางส่วนไปช่วยอุดหนุน แต่ในระยะกลางและระยะยาวต้องส่งเสริมและให้อำนาจให้ให้ท้องถิ่นมีการออกภาษีรูปแบบใหม่ๆ หรือการเก็บภาษีกับห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ธุรกิจรายใหญ่ในท้องถิ่น ซึ่งก็เคยมีฐานข้อมูลสมัยเก็บภาษีโรงเรือนอยู่แล้วแต่พอเป็นการเก็บเป็นภาษีที่ดินกลับเก็บภาษีไม่ค่อยได้ "

ศิริกัญญา ได้ทิ้งท้ายว่า ในทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ว่ามีประเด็นทั้งการเผาจริงและเผาหลอก อย่างกรณีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวถือว่าชัดเจน หากเป็นสภาวะปกติช่วงสิ้นปีเรียกว่าเป็น High Season ก่อนหน้านี้เป็นรายได้ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ แต่ตอนนี้สถานะเป็น 0 และต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเลยที่จะกลับมาได้แม้ในอนาคตจะมีวัคซีนแล้ว ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ จำเป็นต้องบอกความจริงกับผู้ที่อยู่ในธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีสายป่านที่ไม่ยาวเพียงพอ และจำเป็นต้องหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อไป รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องช่วยเหลือและส่งเสริมพวกเขาเหล่านี้อย่างเต็มที่

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก พรรคก้าวไกล - Move Forward Party



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook